วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยื่นภาษีไว้ขาดไป? ทำยังไงดี !!!!

           ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฏากร ได้นั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องตรวจสอบก่อนว่าเข้าลักษณะเป็น "ภาษีซื้อ" ตามความหมายที่กฏหมายกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งตามมาตรา 77/1 (18) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดความหมายของภาษีไว้ดังนี้
           1. ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ ในกรณีนี้ถ้าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ( ยื่นคำขอตามแบบ ภ.พ.01 จดทะเบียนภามูลค่าเพิ่มแล้ว )  ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ขายสินค้าที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บ ก็จะไม่เข้าเป็นลักษณะเป็น "ภาษีซื้อ"
           2. ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเสียเมื่อนำเข้าสินค้า ในกรณีนี้การนำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะที่นำเข้าโดยกรมศุลกากรจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนกรมสรรพากร และใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรก็ถือเป็นใบกำกับภาษีซื้อได้ถ้าผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
           3. ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเสียเนื่องจากได้รับสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับการยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรตามมาตรา 82/15 แห่งประมวลรัษฎากร
           4. ภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งตามแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/5 ( การนำส่งกรณีขายทอดตลาด ) มาตรา 83/6  นำส่งกรณีจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยชั่วคราว หรือการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ได้ให้บริการในต่างประเทศแต่มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย
             เมื่อตรวจสอบได้ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายนั้นเป็น "ภาษีซื้อ" ตามความหมายที่กล่าวข้างต้นแล้วเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายได้ ต้องตรวจสอบต่อไปอีกว่าภาษีซื้อดังกล่าวเป็นภาษีซื้อต้องห้าม มิให้นำมาหักออกจากภาษีขายตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่? เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้ามตามกฎหมาย จึงจะนำเอาภาษีซื้อดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายในการตำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
              การนำเอาภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนนั้นโดยปกติต้องนำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของเดือนตามที่ปรากฎในใบกำกับภาษีซื้อ เช่น ได้รับใบกำกับภาษีซื้อโดยวันเดือนปีที่ปรากฎในใบกำกับภาษีซื้อเป็นวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ก็ต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวมาเป็นภาษีซื้อของเดือนธันวาคม 2554 อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับใบกำกับภาษีซื้อในเดือนภาษีอื่นที่ไม่ใช่เดือนที่ระบุในใบกำกับภาษี ก็มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีดังกล่าวมาถือเป็นภาษีซื้อของเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษีได้ แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี (เดือนที่ระบุในใบกำกับภาษีคือเดือนที่ออกใบกำกับภาษี) โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้ที่ได้รับใบกำกับภาษีต้องระบุข้อความในใบกำกับภาษีนั้นด้วยว่า " ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี....." ซึ่งข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีดก็ได้ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2534) ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนที่ระบุในใบกำกับภาษีโดยได้กระทำภายใน 6 เดือน นับถัดจากเดือนที่ระบุในใบกำกับภาษีซื้อและมีข้อความดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นการนำเอาภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีมาหักออกจากภาษีขายในเดือนที่ได้รับแล้ว (เดือนที่ระบุว่าถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี....)
              ปัญหาในการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายที่พบเห็นประจำคือ ภาษีซื้อที่นำมาหักออกจากภาษีขายยื่นเกินไป เช่น นำใบกำกับภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขาย ในกรณีนี้                 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องรับผิดในตัวภาษีที่ยื่นไว้คลาดเคลื่อน และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของภาษีที่ยื่นไว้คลาดเคลื่อน และเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของภาษีที่ยื่นไว้เกิน ตามมาตรา 89(3)(4) แห่งประมวลรัษฎากร และยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่เสียไว้คลาดเคลื่อน
              ปัญหาที่ตรงกันข้ามกับปัญหาข้างต้นคือ หากผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นภาษีไว้ขาดไป จะมีผลอย่างไร ?  และทำอย่างไรจึงจะมีสิทธิตามกฎหมายและได้รับประโยชน์สูงสุดในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
               การยื่นภาษีซื้อไว้ขาดไปที่พบสาเหตุประจำก็คือ ไม่ได้นำเอาใบกำกับภาษีซื้อมาหักในเดือนภาษีนั้น เช่น ในเดือนภาษีได้รับใบกำกับภาษีซื้อมา 3 ฉบับ แต่นำหักออกจากภาษีขายเพียง 2 ฉบับ จึงยื่นภาษีซื้อไว้ขาดไปตามจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่ได้นำมาหักออกจากภาษีขายของฉบับที่ไม่ได้นำมาใช้
               เมื่อยื่นภาษีซื้อไว้ขาดไป  ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีทางเลือก 2 ทางคือ ทางที่ 1 ไม่ประสงค์จะนำภาษีดังกล่าวมาใช้ กรณีนี้ก็ไม่ต้องนำภาษีซื้อนั้นมายื่น กฎหมายได้กำหนดให้ต้องรับผิดแต่อย่างใด ส่วนทางที่ 2 หากประสงค์จะได้รับประโยชน์จากภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดไปจะต้องคำร้องขอคืนเป็นเงินสด โดยแบบที่ใช้ยื่นคือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยเป็นการยื่นแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติมของเดือนที่ระบุในใบกำกับภาษี และแสดงรายการภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดไปในแบบดังกล่าวพร้อมทั้งลงชื่อในช่องขอคืนภาษี (ขอคืนเป็นเงินสด) ผู้ประกอบการจดทะเบียนก็มีสิทธิที่จะได้รับคืนภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดไปเป็นเงินสด เมื่อเจ้าพนักงานทำการตรวจคืนภาษีและไม่พบประเด็นความผิดแล้วก็จะสั่งคืนภาษีซื้อดังกล่าว แต่การขอคืนภาษีซื้อที่ยื่นขาดไปดังกล่าวหากผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอคืนโดยใช้แบบ ค.10 เป็นคำร้อง กรณีเช่นนี้ผู้ประกอบการนั้นก็จะไม่ได้รับคืนภาษีซื้อที่ยื่นขาดไปเพราะการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีดังกล่าวจะต้องผ่านการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนเสมอจึงจะขอคืนได้ ซึ่งการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องกระทำผ่านการยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามมาตรา 83 และมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร
                การขอคืนภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดนั้นจะต้องกระทำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ถ้าเกินกำหนด 3 ปี ก็จะไม่มีสิทธิได้รับคืนภาษี (โดยต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดภายใน 3 ปี ) อย่างไรก็ดี ถ้าในเดือนภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ยื่นภาษีซื้อไว้ขาด และเดือนภาษีนั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนก็ยื่นภาษีขายไว้ขาดไป ในการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมผู้ประกอบการรายนั้นอาจจะไม่ได้รับคืนภาษีเพราะต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีขายที่ยื่นไว้ขาดไปมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีซื้อเกินกว่าภาษีขายเท่าใดจึงจะได้รับคืนภาษีส่วนที่เกินโดยกรณีนี้ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีขายที่ยื่นไว้ขาดไปด้วย
             
              

3 ความคิดเห็น:

  1. ตัวอย่าง บริษัท ก. จำกัด ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือน ม.ค. 2552 โดยในการยื่นแบบดังกล่าวได้ยื่นภาษีขายขาดไป 10,000 บาท และยื่นภาษีซื้อขาดไป 20,000 บาท บรษัท ก. จึงมายื่นแบบ ภ.พ. 30 ของเดือน ม.ค.2552 เพิ่มเติม โดยยื่นแบบเพิ่มเติมในวันที่ 1 ธ.ค.2554 กรณีนี้บริษัท ก. มีสิทธิได้คืนภาษีซื้อจำนวน 10,000 บาท (คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีขายที่ยื่นขาดไปมาคำนวณด้วย) ทั้งนี้บรษัท ก. ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีขายที่ยื่นไว้ขาดไปตามมาตรา 89(4) แต่อาจลดลงได้และอาจไม่ได้รับคืนภาษีเต็มจำนวน 10,000 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินอาจแจ้งประเมินเบี้ยปรับในคราวเดียวกันกับการคืนเงินและหักเบี้ยปรับออกจากภาษีที่คืน

    ตอบลบ
  2. จากตัวอย่าง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าผูประกอบการจดทะเบียนที่ยื่นภาษีซื้อไว้ขาดไปนั้นไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบฯ (ฉบับปกติ) ผู้ประกอบการฯ นั้นจะมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือไม่?

    ตอบลบ
  3. คำตอบ ก็คือไม่มีสิทธิได้รับคืนอย่างแน่นอน เพราะ ยื่นคำร้องเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถ้าหากปรากฎข้อเท็จจริงต่อไปว่าหากเดือนภาษีดังกล่าวนอกจากผู้ประกอบการฯ นั้นได้ยื่นภาษีซื้อไว้ขาดไปแล้วยังยื่นภาษีขายไว้ขาดไปอีก และเจ้าพนักงานปรเมินตรวจพบเมื่อเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี (เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายใน 5 ปี) ถ้าผู้ประกอบการฯ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในกำหนดเวลาแล้ว กรณีเช่นนี้การยื่นแบบฯ เพิ่มเติมของเดือนภาษีนั้น ผู้ประกอบการฯ นั้นจะนำภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดไปมาหักออกจากภาษีขายที่ยื่นไว้ขาดไปได้หรือไม่ ?
    ปัญหาดังกล่าวหากพิจารณาข้อกฎหมายตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฏากร แล้ว ผู้ประกอบการฯ ย่อมมีสิทธิยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม และนำภาษีซื้อที่ยื่นขาดไปมาหักออกจากภาษีขายที่ยื่นไว้ขาดไปได้แม้จะเกิน 3 ปี เพราะการนำภาษีซื้อดังกล่าวมาใช้ในการหักออกจากภาษีขายนั้น ไม่ใช่การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่เป็นการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งย่อมคำนวณได้ตลอดเวลา ถ้าการยื่นแบบฯ ฉบับปกติของเดือนภาษีมีข้อผิดพลาด แต่หากคำนวณภาษีเพิ่มแล้วปรากฎว่าภาษีซื้อที่ยื่นไว้ขาดมีจำนวนมากกว่าภาษีขายที่ยื่นไว้ขาด ผู้ประกอบการฯ ก็ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อที่เกินกว่าภาษีขาย) ได้ เพราะยื่นคำร้องเกิน 3 ปี กรรีดังกล่าวมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4169/2548 วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว
    ที่มา สรรพากรสาส์น Plus

    ตอบลบ